Aromatherapy ศาสตร์ความหอมจากธรรมชาติ
AROMATHERAPY ... ศาสตร์แห่งความหอมจากธรรมชาติที่ผสมผสานกลิ่นไอบริสุทธิ์ จาก ส่วนของดอก ผล ...
Last Update : 14:14:40 28/10/2010
สรรพคุณ ดอกกุหลาบ
บรรเทาอาการเก็บกด หดหู่ ซึมเศร้า วิตกกังวล ....
Last Update : 14:00:03 28/10/2010
สรรพคุณ ต้น ดอก Lavender
คลายความตึงเครียด กังวล อ่อนเพลีย-หดหู่ ต่อต้านอาการซึมเศร้า....
Last Update : 13:54:05 28/10/2010
สรรพคุณต้น ผล มะกรูด
ต่อต้านอาการซึมเศร้า สร้างความรู้สึกสงบ....
Last Update : 13:48:12 28/10/2010
สรรพคุณต้น Rosemarry
เสริมสร้างสมาธิ กระตุ้น บำรุง เสริมความจำ ....
Last Update : 13:38:58 28/10/2010
Purl Massage Oil 1,000 ml.
Brand : Byspa
Model : MO-021
Purl Massage 1 1,000 ml. น้ำมันนวดตัวบริสุทธิ์ ผลิตจากน้ำมนธรรมชาติ (Food Grade)
Last Update : 18:12:54 31/10/2012
Crystal Bath Salt 500 g.
Brand : Byspa
Model : BTS500g
เกลืออโรม่าสำหรับแช่หรืออาบ มีกลิ่นธรรมชาติ 20 กลิ่น
Last Update : 11:02:11 08/11/2010
Teak Footbath¢ 40 cm.
Brand : Byspa
Model : TBF
Teak Footbath¢ 40 cm.
Last Update : 09:31:53 08/11/2010
Complete Stone Set in Wood Box
Brand : Byspa
Model : HSM-001
Complete Stone Set in Wood Box
Last Update : 09:19:39 08/11/2010
Ear Candle France, Cotton & Bee wax
Brand : Byspa
Model : OE-050
OE-050 Ear Candle France, Cotton & Bee wax
Last Update : 15:15:58 03/11/2010

Aromatherapy ศาสตร์ความหอมจากธรรมชาติ

Last Update: 14:14:40 28/10/2010
Page View (1981)

AROMATHERAPY ... ศาสตร์แห่งความหอมจากธรรมชาติที่ผสมผสานกลิ่นไอบริสุทธิ์ จาก ส่วนของดอก ผล
กิ่ง ก้านและใบของพืชสมุนไพร ที่มีคุณสมบัติในการเชื่อมสานภาวะความสมดุลย์ระหว่างร่างกาย จิตใจ
และอารมณ์ จัดเป็นศาสตร์หนึ่งในการดูแลสุขภาพด้วยตนเองตามแนวธรรมชาติบำบัด (Holistic)
ในการช่วยส่งเสริมสุขภาพทั้งทางสุขภาพกาย สุขภาพจิต ผ่อนคลายความตึงเครียด ช่วยปรับสมดุลย์ร่างกาย
อย่างช้าๆ ตามธรรมชาติ

สุคนธ์ศาสตร์... ศาสตร์การนำกลิ่นหอมของพืฃสมุนไพรต่างๆ มาสร้างบรรยากาศความสดชื่น มีวัตถุประสงค์ที่
ต่างไป คือนำความหอมและสารประกอบในน้ำมันหอมระเหย มาใช้เพื่อการบำบัดรักษาอาการต่างๆ ซึ่งต่อมา
ชาวโรมันก็ได้นำหลักการความหอมนี้มาพัฒนาผสมผสานกับศาสตร์ของการอาบการนวด (massage) รูปแบบ
การใช้และผลที่ได้ ของน้ำมันหอมนี้แพร่กระจายออกนอกอาณาจักร และได้รับความนิยมจนได้มีการบัญญัติ
ศัพท์เรียกน้ำมันหอมระเหยนี้ว่า Aromatherapy ได้มีการศึกษาพัฒนาเพิ่มขึ้นจน Aromatherapy
ได้รับความนิยมไปทั่วโลกจวบจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้ มนุษย์หันมาสนใจดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจมากยิ่งขึ้นและมีกระแสความนิยมในการกลับสู่
ธรรมชาติมากขึ้น ดังนั้น สุคนธบำบัด หรือ Aromatherapy จึงเป็นวิธีการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งที่นำพืชหรือ
สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมมาใช้ประโยชน์ในการรักษาทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ การใช้วิธีนี้มีการใช้กันมานาน
แล้ว อานุภาพความหอมที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อการดำรงอยู่อย่างมีความสุข ภายใต้สุขภาพที่ดร่างกายแข็งแรง
ช่วยลดสารพิษในกระแสเลือดและเซลล์ผิว เสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เพื่อให้สอดคล้องกับดุลยภาพทาง
อารมณ์และจิตใจที่ได้รับการปรนนิบัติลดความตึงเครียดทางอารมณ์ ระงับอาการกระวนกระวาย และอ่อนล้า
ทางใจ เพิ่มเติมพลังแห่งชีวิต ช่วยเสริมสร้างสมาธิในการทำงาน ช่วยให้ ร่างกายและสมองสดชื่น แจ่มใส

สุคนธบำบัด (Aromatherapy)
คำว่า "AROMA (สุคนธา)" แปลว่า กลิ่นหอม และ "THERAPY " คือการบำบัดรักษาดังนั้น สุคนธบำบัด
จึงหมายถึงการบำบัดรักษาเพื่อให้บรรเทาหรือทุเลาอาการต่าง ๆ ด้วยเครื่องหอม เครื่องหอมที่มีประสิทธิผลดี
มาจากธรรมชาติ ถึงแม้จะมีความพยายามนำสารสังเคราะห์เลียนแแบบธรรมชาติมาใช้ แต่ก็ไม่สู้จะ
ประสบความสำเร็จเครื่องหอมส่วนใหญ่จะเน้นไปถึงน้ำมันหอมระเหย (คือน้ำมันที่สกัดได้จากส่วนต่างๆ
ของพืชและสมุนไพร เช่น ดอก ใบ ราก ผล เปลือกไม้ ยางไม้ หรือ เรซิน ฯลฯ)

ประวัติความเป็นมา ได้มีการใช้เครื่องหอมในการรักษาโรค ทำให้สงบหรือกระตุ้นมานานกว่า 6000 ปีแล้ว
แต่คำว่า "Aroma therapy" เป็นที่รู้จักกันเมื่อ Gattefosse นักเคมีชาวฝรั่งเศสถูกไฟลวกที่มือ
ในขณะที่กลั่นน้ำมันหอมระเหย ทำให้ค้นพบโดยบังเอิญว่าน้ำมันลาเวนเดอร์สามารถช่วยให้หายเร็ว
และป้องกันแผลเป็นได้ เขาจึงศึกษาน้ำมันหอมระเหยอย่างจริงจัง และยังพบว่าน้ำมันหอมระเหยดีกว่า
สารสังเคราะห์หรือสารเคมีแต่ละตัวที่แยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหยเอง Dr.Jean Valnet ซึ่งเป็นทั้งหมอ
และนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้น้ำมันหอมระเหยในการรักษาโรคบางชนิดและโรคประสาท ซึ่งได้พิมพ์หนังสือ
เสนอผลงานออกมาชื่อ "The Practice of Aromatherapy" ซึ่งทำให้มีการตื่นตัวในการบำบัดโดย
เครื่องหอม Madame MargueriteMaury ได้ประยุกต์งานวิจัยของ Dr.Jean Valnet ไปในทาง
บำรุงความงาม เธอพบว่าถ้าเลือกน้ำหอมและผสมให้เหมาะสมก็จะได้ยามากมายเนื่องจาก Aromatherapy
มีรากฐานอยู่กับความเชื่อถือของชาวบ้าน จึงจำเป็นที่จะต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน
ในปีพ.ศ. 2525 Olfactory Research Fund ได้ตั้งนิยาม "Aromachology" ซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาทาง
วิทยาศาสตร์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิทยาและเครื่องหอม และได้ให้ทุนวิจัยเกี่ยวกับอิทธิพลของกลิ่น
ต่อการรับกลิ่น และพฤติกรรมของมนุษย์

บางท่านอาจเข้าใจว่า "Aromatherapy" เป็นการบำบัดโดยนาสิกสัมผัสและอารมณ์ แต่ตามความเป็นจริงนอก
จากกลิ่นแล้ว น้ำมันหอมระเหยแต่ละตัวยังมีสารมากมายหลายชนิดเป็นองค์ประกอบ ซึ่งจะทำปฏิกริยาโดย
ตรงกับสารเคมีของร่างกายทำให้มีผลต่ออวัยวะหรือระบบต่างๆ ของร่างกายเนื่องจากน้ำมันหอมระเหยเป็น
กรรมวิธีหนึ่งของการสกัดสมุนไพร ดังนั้นอาจจัดได้ว่าสุคนธบำบัดเป็นการรักษาด้วยสมุนไพร ถึงแม้กรรมวิธี
การผลิตและวิธีการใช้อาจจะแตกต่างกันบ้าง

การออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยมีสามชนิด ได้แก่
1. โดยน้ำมันหอมระเหยเข้าสู่กระแสโลหิตไปทำปฏิกริยากับฮอร์โมน เอนไซม์ ฯลฯ การออกฤทธิ์ที่เกิดจาก
การเปลี่ยนแปลงทางเคมี โดยน้ำมันหอมระเหยจะซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ไปทำปฏิกิริยากับฮอร์โมนและเอนไซม์
เป็นต้น
2. ทำงานของร่างกาย เช่น ไปกระตุ้นหรือ ระงับระบบประสาททำให้มีผลต่อการทำงานของร่างกาย เช่น
กลิ่นแคลรีเซจ (clary sage) และกลิ่นเกรพฟรุต (grape fruit) จะทำให้สมองหลั่งสารชนิดหนึ่งเรียกว่า
Enkephalins ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความเจ็บปวด เป็นต้น
3. ฤทธิ์ทางด้านจิตใจโดยเมื่อสูดดมกลิ่นเข้าไปก็จะมีปฏิกริยากับกลิ่นนั้นๆ โดยน้ำมันหอมระเหยมีอิทธิพลต่อ
จิตใจเรามานาน คือ เมื่อสูดดมกลิ่นหอมเข้าไปก็จะมีปฏิกิริยากับกลิ่นนั้นๆ แล้วแสดงออกในรูปของอารมณ์
หรือความรู้สึก ผลของกลิ่นที่มีต่อแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุ เพศ
บุคลิก บรรยากาศรอบๆ ตัวขณะดมกลิ่น นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับกลิ่นที่ไม่เท่ากัน
ของแต่ละคน บางคนอาจได้กลิ่นชนิดหนึ่งมาก ในขณะที่บางคนได้กลิ่นชนิดเดียวกันเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้
กลิ่นเลย

วิธีการใช้สุคนธบำบัด
กฎทั่วไปของสุคนธบำบัด คือ ใช้น้ำมันหอมระเหยเฉพาะภายนอกเท่านั้นเนื่องจากน้ำมันหอมระเหยมี
ความเข้มข้นสูง มีฤทธิ์ก่อการระคายเคืองและทำลายต่อเยื่อบุในจมูกและในกระเพาะอาหาร รูปแบบของ
น้ำมันหอมระเหยที่จะใช้ภายนอกคือนำมาผสมกับน้ำมันหรือขี้ผึ้งน้ำมันหอมระเหยจะถูกดูดซึมผ่านผิว
หนังหรือค่อยๆระเหยเพื่อสูดดมเข้าไป เมื่อสูดดมเข้าไปจะมีผลต่ออารมณ์หรือความรู้สึก และในขณะ
เดียวกันก็มีผลต่อระบบการทำงานในร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากสมุนไพรทั่ว ๆ ไปที่อาจจะเหมาะเมื่อใช้
ภายในแต่ไม่ให้ผลต่ออารมณ์และความรู้สึก

ประเภทของ Aromatherapy สามารถแบ่งตามการนำไปใช้ ดังนี้
1. Cosmetic Aromatherapy สำหรับใช้เป็นเครื่องสำอาง โดยใช้น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในรูป
ของครีมบำรุงผิว โทนเนอร์ แชมพู ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า หรืออาจเป็นการใช้ น้ำมันหอม
ระเหยในการอาบน้ำ โดยหยดน้ำมันหอมระเหยประมาณ 6-8 หยด ลงในอ่างแช่ตัวประมาณ 20 นาที
ความร้อนจากน้ำอุ่นจะช่วยเพิ่มการซึมผ่านผิวหนังและได้สูดดมกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยในขณะเดียวกัน

2. Massage Aromatherapy สำหรับ การนวด โดยนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ในการนวด
วิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะเป็นการใช้ น้ำมันหอมระเหยประกอบกับการนวดสัมผัส ทำให้
น้ำมันหอมระเหยซึมผ่านผิวหนังได้ดี ปกติการนวดอย่างเดียวทำให้รู้สึกสบาย เมื่อได้ผสมผสานกับ
คุณสมบัติพิเศษของน้ำมันหอมระเหยด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การนวดนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3. Olfactory Aromatherapy เป็นการ สูดดมกลิ่นของน้ำมันหอมระเหย โดยไม่มีการสัมผัส
ผ่านผิวหนัง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การสูดดมน้ำมันหอมระเหยโดยตรง (inhalation) และการผสม
น้ำมันหอมระเหยลงในน้ำร้อนแล้วสูดไอของน้ำมันหอมระเหยนั้น (vaporization) ซึ่งวิธีนี้ไม่เหมาะ
สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางและผู้ที่เป็นหืดหอบ หรืออาจจะใช้เตาหอม (arona lamp) ลักษณะเป็นภาชนะ
ดินเผาหรือเซรามิก ด้านบนเป็นแอ่ง เล็ก ๆ สำหรับใส่น้ำและมีช่องเล็ก ๆ สำหรับใส่เทียนเพื่อให้ความร้อน
เวลาใช้ให้หยดน้ำมันหอมระเหยลงในน้ำ และความร้อนจะช่วยส่งกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยให้กระจาย
ไปทั่วห้อง

ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหย
• ก่อนใช้น้ำมันหอมระเหยควรทดสอบว่าแพ้น้ำมันหอมระเหยชนิดนั้นหรือไม่ เพราะแต่ละบุคคลมีการ
ตอบสนองต่อสารเคมีแตกต่างกัน
• ต้องให้แน่ใจว่าน้ำมันหอมระเหยนั้นไม่มีพิษ ไม่ก่อให้เกิดการไวต่อแสงหรือระคายเคืองต่อผิวหนัง
(น้ำมันโหระพา น้ำมันอบเชย น้ำมันกานพลู น้ำมันสะระแหน่) หรือทำให้เกิดการแพ้ง่าย (น้ำมันตะไคร้หอม
น้ำมันกระเทียม น้ำมันขิง น้ำมันมะลิ น้ำมันมะนาว น้ำมันตะไคร้ น้ำมันขมิ้น)
• ไม่ควรใช้น้ำมันหอมระเหยบางอย่าง เช่น hyssop, rosemary, sage และ thymeกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
• ผู้ป่วย Homeopathic ไม่ควรใช้ น้ำมันพริกไทดำ น้ำมันการบูร น้ำมันยูคาลิปตัสและน้ำมันสะระแหน่
• ใช้น้ำมันหอมระเหยปริมาณเพียงครึ่งหนึ่งของที่ระบุไว้ และดูว่าน้ำมันหอมระเหยนั้นมีข้อควรระวังสำหรับ
ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือไม่
• ทารกและเด็กต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ตามขนาดที่ปรับเข้ากับอายุ
• สตรีที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ควร หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหอมระเหยต่อไปนี้ คือ น้ำมันโหระพา น้ำมัน
กานพลู น้ำมันเปปเปอร์มินต์ น้ำมันกุหลาบ น้ำมันโรสแมรี่ น้ำมันแคลรี่เซจ (clary sage oil) น้ำมันไทม์
(thyme oil) น้ำมันวินเทอร์กรีน (wintergreen oil) น้ำมันมาร์โจแรม (marjoram oil) และเมอร์ (myrrh)
• ผู้ที่เป็นโรคลมชัก และผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงน้ำมันโรสแมรี่ น้ำมันเซจ (sage oil)
• น้ำมันหอมระเหยบางชนิดเหนี่ยวนำให้ ผิวหนังมีความไวต่อแสง (photosensitive) เช่น น้ำมันมะกรูด
น้ำมันมะนาว ฯลฯ ดังนั้นจึงควร หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรงภายหลังจากการใช้น้ำมันหอมระเหย
กลุ่มนี้เป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
• ควรเก็บน้ำมันหอมระเหยในขวดที่มีสี เข้ม ในที่ปลอดภัยห่างจากมือเด็กและเปลวไฟ

ฤทธิ์และวิธีใช้น้ำมันหอมระเหย
1. ทางผิวหนัง
• ระงับเชื้อจากบาดแผล แมลงกัดต่อย ฯลฯ เช่น น้ำมันไทม์ น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันกานพลู น้ำมัน
ลาเวนเดอร์ และน้ำมันมะนาว
• แก้อาการอักเสบ สำหรับแผลพุพอง บาดแผลติดเชื้อ กระทบกระแทก ฟกช้ำ ฯลฯ เช่น น้ำมันคาโมไมล์
และน้ำมันลาเวนเดอร์
• ฆ่าเชื้อรา โรคน้ำกัดเท้า ขี้กลาก เช่น น้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันยางไม้หอม
• ช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อสมานแผล เช่น น้ำมันลาเวนเดอร์น้ำมันกุหลาบ และน้ำมันเจอเรเนียม
• ระงับกลิ่น ผู้ที่มีเหงื่อออกมาก ทำความสะอาดบาดแผล เช่นน้ำมันลาเวนเดอร์ น้ำมันไทม์ และน้ำมันตะไคร้
• ไล่แมลงและฆ่าปาราสิท พวก เหาหมัด เห็บ ยุง มด ฯลฯ เช่น น้ำมันกระเทียม น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมัน
ยูคาลิปตัส น้ำมันกานพลู และน้ำมันไม้ซีดาร์

2. ระบบการไหลเวียน กล้ามเนื้อ และข้อต่อ
น้ำมันหอมระเหยถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ง่ายทางผิวหนังและเยื่อบุทำให้กระจายไปทั่วร่างกาย น้ำมันที่
ทาแล้วร้อนไม่มีผลเพียงแต่การไหลเวียนของโลหิตเท่านั้น แต่มีผลต่ออวัยวะภายในด้วยความร้อนทำให้เส้น
โลหิตขยายจึงมีผลในการลดอาการบวมน้ำ
• ลดความดันโลหิต ความเครียด ฯลฯ เช่น น้ำมันกระดังงา น้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันมะนาว
• เพิ่มความดัน สำหรับคนที่มีโลหิตไหลเวียนไม่ดี โรคหิมะกัดเท้า เซื่องซึม ฯลฯ เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส
• น้ำมันสะระแหน่ และน้ำมันลาเวนเดอร์

3. ระบบหายใจ
น้ำมันหอมระเหยเหมาะที่จะรักษา การติดเชื้อทางจมูก ลำคอ และปอด เพราะใช้สูดดมตัวยาก็จะผ่านไปถึง
ปอดซึ่งก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้เร็วกว่าให้ยาโดยการรับประทาน
• ขับเสมหะ สำหรับหวัด ไซนัส ไอ ฯลฯ เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันสน น้ำมันไม้จันทน์ และน้ำมันยี่หร่า
• คลายกล้ามเนื้อกระตุกในโรคหืด ไอแห้ง ไอกรน ฯลฯ เช่น น้ำมันเขียว น้ำมันแคโมมิลล์ และน้ำมันมะกรูด
• ฆ่าเชื้อสำหรับ ไข้หวัดใหญ่ คอเจ็บ ต่อมทอนซิลอักเสบ ฯลฯ เช่น น้ำมันสน น้ำมันยูคาลิปตัส
และน้ำมันพิมเสน
• แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อเนื่องจากปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ฯลฯ เช่น น้ำมันยี่หร่า น้ำมันส้ม น้ำมันขิง
และน้ำมันกระเทียม
• ขับลมและแก้ปวดท้องเนื่องจากมีกรดมาก คลื่นไส้ เช่น น้ำมันกะเพรา และน้ำมันสะระแหน่
• ขับน้ำดี เพื่อเพิ่มน้ำดีและกระตุ้นการทำงานของถุงน้ำดี เช่น น้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันสะระแหน่
• ทำให้เจริญอาหาร เช่น น้ำมันยี่หร่า น้ำมันส้ม น้ำมันขิง และน้ำมันกระเทียม

4. ระบบย่อยอาหาร
น้ำมันหอมระเหยที่ใช้สำหรับระบบนี้ค่อนข้างมีขอบเขตจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับยาที่ใช้รับประทาน
• แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อเนื่องจากปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ฯลฯ เช่นน้ำมันยี่หร่า น้ำมันส้ม น้ำมันขิง
และน้ำมันกระเทียม
• ขับลมและแก้ปวดท้องเนื่องจากมีกรดมาก คลื่นไส้ เช่น น้ำมันกะเพรา - ขับน้ำดี เพื่อเพิ่มน้ำดีและกระตุ้น
การทำงานของถุงน้ำดี เช่นน้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันสะระแหน่
• ทำให้เจริญอาหาร เช่น น้ำมันยี่หร่า น้ำมันส้ม น้ำมันขิงและน้ำมันกระเทียม

5. ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบต่อมไร้ท่อ
น้ำมันหอมระเหยมีผลต่อระบบนี้โดยการดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตหรืออาจจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทางฮอร์โมน
• แก้กล้ามเนื้อเกร็ง สำหรับปวดท้องประจำเดือน ตอนใกล้คลอด ฯลฯ เช่น น้ำมันแคโมมิลล์ น้ำมันมะลิ
และน้ำมันลาเวนเดอร์
• ขับระดู สำหรับผู้ที่มีประจำเดือนน้อยหรือไม่มี เช่น น้ำมันแคโมมิลล์ และน้ำมันสะระแหน่
• ระงับเชื้อและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น น้ำมันแคโมมิลล์ น้ำมันกำยาน น้ำมันกุหลาบ และน้ำมันมะกรูด
• ขับน้ำนม เช่น น้ำมันยี่หร่า น้ำมันมะลิ และน้ำมันตะไคร้
• ปลุกกำหนัดสำหรับกามตายด้านหรือไม่ค่อยมีความรู้สึก เช่น น้ำมันพริกไทดำ น้ำมันกระวาน น้ำมันมะลิ
น้ำมันกุหลาบ น้ำมันกระดังงา และน้ำมันไม้จันทน์
• ลดความกำหนัด เช่น น้ำมันการบูร
• ฤทธิ์ต่อไต กระเพาะปัสสาวะ และระบบปัสสาวะ ยังไม่มีรายงาน

6. ระบบภูมิคุ้มกัน
ส่วนใหญ่น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเพิ่มการผลิตเม็ดเลือดขาว
• ป้องกันเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ทำให้ไม่เป็นหวัด เช่น น้ำมันเขียว น้ำมันกระเพรา น้ำมันลาเวนเดอร์
น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันการบูร และน้ำมันกานพลู
• ใช้ลดไข้ เช่น น้ำมันกระเพรา น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันมะนาว และน้ำมันยูคาลิปตัส

7. ระบบประสาท
ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าน้ำมันหลายชนิดมีผลต่อระบบประสาท เช่น น้ำมันไม้จันทน์ น้ำมันมะกรูด และน้ำมัน
ลาเวนเดอร์ มีผลในการสงบระงับประสาทส่วนกลาง น้ำมันมะลิ น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันกระเพรา น้ำมันกานพลู
และน้ำมันกระดังงา มีฤทธิ์ในการกระตุ้นประสาท

8. จิตใจ
น้ำมันหอมระเหยมีอิทธิพลทางด้านจิตใจมาช้านานแล้ว นับตั้งแต่การใช้ในศาสนพิธีและพิธีกรรมต่างๆ เป็นที่
ทราบกันอยู่แล้วว่ากลิ่นมีผลต่อสมองและอามณ์ผลของกลิ่นมีต่อบุคคลขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลาย
ประการดังนี้
• วิธีที่ใช้
• ปริมาณที่ใช้
• สภาวะที่กำลังใช้อยู่
• สภาวะของบุคคลที่ใช้ (อายุ เพศ บุคคลิก)
• อารมณ์ในขณะที่จะใช้
• ความรู้สึกในอดีตเกี่ยวกับกลิ่นที่จะใช้
• ความไม่รับรู้ต่อกลิ่นบางอย่าง

ดังนั้นเราต้องจัดกลิ่นให้เหมาะกับผู้ใช้น้ำมันหอมระเหย สามารถแสดงความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติกับ
ความต้องการของบุคคล กุหลาบ เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะดอกกุหลาบเองก็หมายถึง ความงาม ความรักและ
ทางด้านจิตใจที่เกี่ยวข้องกับนิยายและศาสนา แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกนำไปใช้รักษาเกี่ยวกับผิวหนัง ควบคุม
ประจำเดือน เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดบริสุทธิ์ และบำรุงหัวใจ ดังนั้นเมื่อเราได้กลิ่นกุหลาบก็จะ
เชื่อมโยงเราไปสู่ความสัมพันธ์เหล่านี้ซึ่งจะมีผลต่อจิตใจ และตามมาด้วยผลต่อร่างกายซึ่งผลเหล่านี้ได้ถูก
ครอบคลุมอยู่ในจิตใจของเขาอยู่แล้ว

การใช้น้ำมันหอมระเหยที่บ้าน
เลือกให้เหมาะกับสภาพและอารมณ์ของคนไข้ ผสมกับน้ำมันอื่น เช่น น้ำมันแอลมอนด์หรือน้ำมันเมล็ดองุ่น
ปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่ใช้อยู่ระหว่าง 1-3 % ขึ้นอยู่กับชนิดของอาการแต่ต้องให้แน่ใจว่าน้ำมันได้ถูกดูดซึม
ผ่านผิวหนังและเข้าสู่กระแสโลหิต โดยหลักทั่วๆ ไป โรคปวดในข้อ หรือ อาหารไม่ย่อย ต้องใช้ความเข้มข้น
มากกว่าโรคที่เกี่ยวกับอารมณ์และประสาท การนวดด้วยตัวเองต้องนวดเป็นจุดไปโดยเฉพาะ เท้า มือ
และส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ทำให้ไม่สบาย เช่น นวดท้องตามเข็มนาฬิกาด้วย
• น้ำมันสะระแหน่ที่เจือจางแล้ว เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร ใช้นิ้วมือนวดเบา ๆ เป็นวงกลมก็เป็นการเพียงพอ
ที่จะให้น้ำมันซึมซาบเข้าผิวหนัง
• น้ำมันกุหลาบเหมาะกับผิวหนังที่แห้ง หรือเหี่ยวย่น
• น้ำมันมะกรูดหรือน้ำมันมะนาวช่วยรักษาสิวและผิวหน้าที่มันมาก
• น้ำมันหอมระเหยสองสามหยดผสมกับครีมหรือโลชั่นธรรมดา หรือเติมไปกับที่พอกหน้า เช่น ข้าวโอ้ต น้ำผึ้ง
หรือดิน กับผลไม้ต่าง ๆ
• ในบางกรณี เช่น ติดเชื้อเฮอร์ปีส์ หรือน้ำกัดเท้าควรใช้โลชั่นที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอลล์มากกว่าครีม
โดยนำน้ำมันหอมระเหย 6 หยดผสมกับไอโซโปรปิลแอลกอฮอลล์หรือเหล้าวอดก้า 5 ซีซี ทำให้เจือจาง
ด้วยน้ำต้มเดือดและทิ้งให้เย็น 1 ลิตร ได้ผลดีต่อการใช้น้ำมันหอมระเหย
• เพื่อลดการปวดหรืออักเสบการประคบร้อนทำโดยเทน้ำร้อนจัดๆ ลงในอ่างเติมน้ำมันหอมระเหย 4-5 หยด
เอาผ้าที่พับแล้วจุ่มลงไป บีบน้ำออกพอหมาด ๆ วางลงบนส่วนที่ต้องการจนรู้สึกผ้าเย็นก็ทำซ้ำวิธีนี้มี
ประโยชน์ต่อการปวดหลัง ปวดตามข้อและกระดูก บวม ปวดหู และปวดฟัน
• การประคบเย็น วิธีการเช่นเดียวกันแต่ใช้น้ำเย็นแทนน้ำร้อนเหมาะสำหรับโรคปวดศีรษะ เคล็ด เครียด
และการบวมอักเสบ
• วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการบำรุงผม ก็คือ ใช้น้ำมันหอมระเหยประมาณ 3% ผสมกับน้ำมันมะกอกกับโจโจบา
หรือน้ำมันแอลมอนด์ นวดให้ซึมหนังศีรษะ และห่อด้วยผ้าขนหนูอุ่น ๆ ประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง
น้ำมันโรสแมรี่ น้ำมันคาโมไมล์ช่วยปรับสภาพและทำให้ผมงอก น้ำมันลาเวนเดอร์ช่วยไล่เหา
น้ำมันมะกรูดช่วยคุมรังแค
• การใช้ที่เผาน้ำมันหรือที่กระจายกลิ่นหอมเป็นวิธีที่ดีที่จะให้ห้องมีกลิ่นหอม แทนการใช้ธูปหอมซึ่งก่อให้
เกิดฝุ่นหรือควันแต่ต้องวางในที่ที่ปลอดภัยและห่างจากเด็กหรือสัตว์เลี้ยง อาจจะหยดน้ำมันหอมระเหย ลง
5-10 หยด ที่ขอบโป๊ะหลอดไฟฟ้าหรือหยดลงในชามน้ำที่วางบนเครื่องที่ให้ความร้อน น้ำมันตะไคร้
หรือตะไคร้หอมใช้ไล่แมลงและขจัดกลิ่นของบุหรี่ น้ำมันกำยาน หรือน้ำมันยูคาลิปตัส ใช้ในห้องนอนเพื่อ
ช่วยแก้ปัญหาการหายใจขัดหรือแก้ไอในเด็ก
• อาจใช้อบหน้าได้ โดยใช้น้ำมันมะนาวแทนซึ่งจะช่วยเปิดรูที่อุดตันและลบริ้วรอยบนใบหน้า
• อย่างไรก็ตามเนื่องจากน้ำมันหอมระเหยสามารถถูกดูดซึมเข้าในร่างกายได้ง่าย จึงมีผลต่ออวัยวะภายใน
โดยการใช้ภายนอกในกรณีที่เป็นโรคข้ออักเสบซึ่งเกิดจากการสะสมสารพิษที่ข้อต่อ การใช้น้ำมันบางชนิด
เช่น น้ำมันไพล น้ำมันนิเปอร์ หรือน้ำมันเบิร์ชสามารถไปชำระล้างพิษ และในขณะเดียวกันก็ลดการปวด
และอักเสบได้

ปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่หาวิธีที่จะรักษาสุขภาพของตนเองโดยปรับตัวเองไปสู่ธรรมชาติมากที่สุด
Aromatherapy เป็นวิธีหนึ่งที่เขาจะดูแลสุขภาพของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งหมอ นอกจากนี้ยังมี
Aroma Technology โดยใช้เครื่องมือควบคุมการปล่อยเครื่องหอมเพื่อให้บรรยากาศดีหรือเพื่อฆ่าเชื้อตามบ้าน
สำนักงานโรงแรม ฯลฯ

บำบัดรักษาทางธรรมชาติวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้น จึงมีผู้นำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ประโยชน์ในการ
รักษาสุขภาพของตนเองมากขึ้น โดยผ่านการศึกษาค้นคว้ามาแล้วหลายช่วงเวลา สั่งสมให้คุณค่าความรู้
ทางด้าน Aromatherapy มีสูงมากยิ่งขึ้น โดยได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อที่จะได้นำผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์
มาสนับสนุนข้อมูลที่มีมาแต่เดิม และเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์ Aromatherapy
ในการนำมาบำบัดรักษามากยิ่งขึ้น


หนังสืออ้างอิง
1. วนิดา จิตต์หมั่น และ ทวีศักดิ์ สุวคนธ์ กลยุทธ์คลายเครียด
เอกสารการประชุมวิชาการเภสัชกรรม ชุมนุม ครั้งที่ 17 ระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคม 2541.
2. ลลิตา วีระเสถียร. 2541. การบำบัดด้วยความหอม. ศรีนครินทรวิโรฒเภสัชสาร. 2541; 23(1): 52-57.
3. Lawless J. The Encyclopaedia of Essential Oil. Barnes & Noble Inc, 1995: 226.
4. Peltier M. DCI. 1998; 162(3): 22-24.
5. Buckle J. Aromatherapy. Nursing time. 1993; 89(2): 32-35.
6. Anon N-Z-Pharm 1993; 13: 9-10.
7. http://www.aromaweb.com



 
© 2000-2008 CopyRight by All about Spa Produce
Tel. 02-961-7029,089-775-9090, 087-321-7577  Fax. 02-961-7070  Website. www.byspa.com
disclaimer | privacy | contact us

  Sale Login Warehouse Login Driver Login